S.C.C. Auto Service เป็นศูนย์ซ่อมบำรุงรถยนต์ ครบวงจร ทั้ง รถญี่ปุ่น และ ยุโรป ไม่ว่าจะเป็น ซ่อมเครื่อง เบรค ครัช ช่วงล่าง แบตเตอรี่ และ ติดตั้ง แก๊ส
S.C.C. Auto Service มีทัั้งหมด 2 สาขา ครับ สาขาแรก อยู่ ปทุมธานีหลังโลตัสปทุมธานี เปิดทุกวัน 8.00 - 18.00 น. เบอร์โทรติดต่อ 02-978-1578-9 แผนที่ GoogleMap https://goo.gl/maps/fq7Hwx6tVDE2 สาขาสอง สาขาราชพฤกษ์ อยู่เส้นราชพฤกษ์ ก่อนออก 345 จุดสังเกตุ อยู่ตรงข้ามกับไทวัสดุชัยพฤกษ์ เปิดจันทร์ - เสาร์ 08.00 - 18.00 น. เบอร์โทรติดต่อ 02-159-0422 แผนที่ GoogleMap https://goo.gl/maps/7PjRtZAvcuK2
S.C.C. Auto Service มีบริการตรวจสภาพความพร้อม และออกเอกสารรับรอง NGV/LPG ตามมาตรฐานของขนส่งด้วยวิศวะกรผู้ชำนาญการสามารถเข้ารับบริการได้ทั้ง 2 สาขาเลยครับ
S.C.C. Auto Service มีบริการผ่อนชำระผ่านบัตรเครดิต กสิกรไทย กรุงเทพ และ กรุงไทย บัตรผ่อนสินค้า Aeon Firstchoice ก็รับครับ
ก๊าซธรรมชาติ NGV ย่อมาจาก Natural Gas Vehicle หรือจริงๆ แล้วมันแปลว่า พาหนะที่ใช้แก๊ซธรรมชาติ แต่คนเราก็เหมารวมเรียกเป็นชื่อแก๊ซไปด้วย ตัวแก๊ซจริงๆ เรียกว่า CNG ย่อมาจาก Compressed Natural Gas ก๊าซธรรมชาติที่ถูกบีบอัด หรือ LNG : Liquefied Natural Gas ก๊าซธรรมชาติในรูปของเหลว เอาเป็นว่า จะเรียกว่าอะไรก็ตามมันคือ Natural Gas ก๊าซธรรมชาติ ก็แล้วกัน มีส่วนประกอบหลักๆ คือ มีเทน (Methane CH4) ซึ่งเบากว่าอากาศแหล่งก๊าซหลักๆ ได้แก่ อ่าวไทย และท่อส่งจากพม่า
ก๊าซ LPG ย่อมาจาก Liquefied Petroleum Gas คือ ก๊าซหุงต้ม มีชื่อเป็นทางการว่าก๊าซปิโตรเลี่ยมเหลว liquefied petroleum gas เรียกย่อว่า LPG ซึ่งเป็นสารประกอบ ของ โพรเพน และบิวเพน ในอัตราส่วน 70 : 30 (Propane C3H8, Butane C4H10) ได้มาจากการแยกน้ำมันดิบในโรงกลั่นน้ำมัน หรือ การแยกก๊าซธรรมชาติในโรงแยก ก๊าซธรรมชาติ
ข้อดี - ของการติดตั้งแก๊ส LPG 1. เป็นแก๊สที่เมื่อบรรจุใส่ถังแล้วใช้แรงดันต่ำ ประมาณ 100-130 PSI หรือประมาณ 4-6 BAR 2. เป็นแก๊สที่มีกลิ่นเมื่อรั่วเราก็จะรู้ได้ทันที 3. ให้ค่าความร้อนใกล้เคียงกับน้ำมันเบ็นซิน 4. อุปกรณ์ต่างๆของระบบแก๊สรับแรงดันแก๊สค่อนข้างต่ำทำให้อายุการใช้งานยาวนาน และน้ำหนักเบา 5. หาเติมง่าย LPG มีปั๊มให้เลือกเติมได้ตามสบายนับไม่ถ้วน ข้อเสีย - ของการติดตั้งแก๊ส LPG 1. เป็นแก๊สที่มีน้ำหนักมากกว่าอากาศ เวลารั่วจะลอยตัวอยู่เหนือพื้นดิน หากเกิดประกายไฟจะทำให้ติดไฟได้ง่าย 2. เป็นระบบแก๊สที่ติดตั้งได้ง่ายจึงทำให้เกิดร้านติดตั้งที่ไม่ได้มาตรฐานมากมาย จึงเกิดปัญหาหลังจากนำไปใช้งาน ข้อดี - ของการติดตั้ง NGV , CNG 1. เป็นแก๊สที่เบากว่าอากาศ เมื่อรั่วออกมาจากถังบรรจุจะลอยตัวขึ้น 2. ปตท.เป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ในการขาย NGV ปั๊มที่มีขาย NGV ส่วนมากจึงเป็นปตท. บางจากมีนิดหน่อย (ประมาณว่า ราคาจึงขึ้นอยู่กับ ปตท.) 3. เนื่องด้วยการติดตั้งที่ยาก จึงต้องมีขั้นตอนการเปิดศูนย์ติดตั้งที่ได้มาตรฐาน ร้านค้าที่ติดถัง NGV ต้องได้ตามมาตรฐาน ปตท. 4. ราคาถูกกว่า LPG 5. ทางรัฐบาลสนับสนุนให้ใช้ NGV ข้อเสีย ของการติดตั้ง NGV , CNG 1. เป็น แก๊สที่ไม่สามารถบรรจุในถังด้วยแรงดันต่ำได้ เพราะไม่ยอมเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว จึงต้องบรรจุด้วยแรงดันสูงเพื่อการใช้งานที่ได้ระยะทางเพิ่มขึ้น ถัง 90 ลิตรน้ำ วิ่งได้ประมาณ 150 กม.แรงดันที่ใช้บรรจุอยู่ที่ 3,200 PSI 2. อุปกรณ์มีน้ำหนักมาก เนื่องด้วยต้องทำให้แข็งแรงทนต่อแรงดันที่สูงได้ 3. ค่าความร้อนของตัวแก๊สจะต่ำกว่าน้ำมันเบ็นซินจึงทำให้สิ้นเปลืองแก๊สมากกว่า LPG 4. ต้องการการเอาใจใส่ดูแลเป็นพิเศษ 5. หาที่เติมยากกว่า LPG (ค่าสร้างปั๊มที่สามารถเติม NGV แพงเอาเรื่อง) 6. ค่าติดตั้งของ NGV จะสูงกว่า 2 เท่า ของ LPG แต่ LPG เติมเต็มถังวิ่งได้ประมาณ 350-450 กิโล ส่วน NGV เติมเต็มถังวิ่งได้ประมาณ 150 กิโล ต้องเติมบ่อยกว่า
ระยะ เวลาตรวจเช็คของแก๊ส จะแบ่ง เป็น ช่วงเวลา ก็จะเป็น 1000 กิโลแรกหลังติดตั้ง และ ครั้งต่อไปทุกๆ 20000 กิโล หรือ จะตรวจสภาพตามความเหมาะสม เช่น ก่อนเดินทางไกล เป็นต้น ตามกฏหมาย ขนส่ง ว่าด้วยเรื่อง การตรวจสภาพเพื่ออกใบรับรองวิศวะกร ปี 2561 ต้องตรวจด้วยระบบใหม่ หรือ ออนไลน์ NGV / LPG ต้องตรวจสอบ ทุกๆ 1 ปี ค่าบริการตรวจสภาพ CNG เร่ิมต้นที่ ถังละ 500 บาท ค่าบริการตรวจสภาพ LPG เริ่มต้นที่ 500 บาท
ถังแก๊ส NGV จะมีแค่แบบเดียว คือ แคปซูล ขนาดถัง มาตรฐาน 70 100 150 กิโล ถังแก๊ส LPG จะมี 2แบบ ถ้งแคปซูล และโดนัท ซึ่งขนาดถังแคปซูลจะมีตั้งแต่ 33 - 100 กิโล ส่วนโดนัท ก็จะมีทั้งแบบ วาล์วนอก และ วาล์วใน ขนาดจะมีตั้งแต่ 33 - 71 ลิตร หรือเลือกใส่ตามความเหมาะสมของขนาด หลุมยางอะไหล่ทั้งในและนอกตัวรถ
ครับ ชุด Eco จะมีตัวกล่องประมวลผล ขนาด 16 บิท ที่สามารถใช้ได้กับรถรุ่นเก่าไม่เกิน ปี 2005 ครับ จึงมีราคาถูกกว่า เหมาะสำหรับรถรุ่นเก่าที่ ต้องการชุดในราคาประหยัด [ปัจจุบัน ไม่มีติดตังแล้ว] - ชุดMINI มีกล่องประมวลผลขนาด 32 บิท สามารถใช้ได้กับรถทุกรุ่นครับ ราคาไม่สูงมากและสามารถตอบโจทย์ความประหยัดได้เป็นอย่างดีครับ -OBD กล่องก็มีขนาด 32 บิทเหมือนกันครับแต่จะพิเศษตรงที่ว่า กล่องนี้จะเชื่อมต่อกับ OBD ของรถยนต์โดยตรงสามารถจะฉีดจ่ายได้เร็วกว่า 2 ชุดข้างบนที่กล่าวมา ทำให้ขับขี่ได้เหมือนน้ำมันหน่วงเวลาน้อยกว่า - Premium OBD กล่องจะเหมือนกับ OBD แต่ความพิเศษของชุดนี้จะอยู่ที่ หัวฉีดเป็นหัวฉีดเดี่ยวแยกต่อสูบมีระยะทางฉีดที่ใกล้กับท่อไอดีมากกว่าจึ่งให้ได้ทั้งความประหยัดและอัตราการเร่งเสมือนน้ำมันเลยครับ ^^
Tomasetto เป็นผู้ผลิตอุปกรณ์ ติดตั้งแก๊สรถยนต์ ที่เป็นแบรนด์มาตรฐาน จาก อิตาลี ซึ่งในบ้านเรานิยมใช้ จะเป็นหม้อต้ม และ มัลติวาล์ว ซึ่งปัจุบบันหม้อต้ม จะนิยมใช้ AT .09 ซึ่งรองรับได้ 2000 CC 140 แรงม้า AT.13 รองรับได้ 2000cc ขึ้นไป และ 380 แรงม้า
ถังแก๊ส NGV จะมีแค่แบบเดียว คือ แคปซูล ขนาดถัง มาตรฐาน 70 100 150 กิโล ถังแก๊ส LPG จะมี 2แบบ ถ้งแคปซูล และโดนัท ซึ่งขนาดถังแคปซูลจะมีตั้งแต่ 33 - 100 กิโล ส่วนโดนัท ก็จะมีทั้งแบบ วาล์วนอก และ วาล์วใน ขนาดจะมีตั้งแต่ 33 - 71 ลิตร หรือเลือกใส่ตามความเหมาะสมของขนาด หลุมยางอะไหล่ทั้งในและนอกตัวรถ
สันนิษฐานว่าน่าจะเกิดจากแก๊สรั่ว แนะนำว่าให้กดสวิตช์แก๊สให้ไฟที่สวิตช์แก๊สดับไปทั้งหมด เพื่อใช้ระบบน้ำมัน แต่ถ้ายังมีกลิ่นอยู่ สันนิษฐานว่าน่าจะไม่ใช่กลิ่นแก๊ส น่าจะเป็นกลิ่นการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของเครื่องยนต์
อาจเกิดจากระบบของเครื่องยนต์เอง เพราะว่าระบบแก๊สทำหน้าที่จ่ายเชื้อเพลิงเท่านั้น เราต้องมาตรวจเช็กระบบเครื่องยนต์ด้วย เช่น 1. ระบบการจุดระเบิด ก็จะมีคอล์ยจุดระเบิดและหัวเทียนดูสิว่าสามารถใช้งานได้หรือไม่ (การจุดระเบิดไม่สมบูรณ์) 2. ลิ้นปีกผีเสื้อสกปรก ทำให้การไหลของอากาศเข้าลิ้นปีกผีเสื้อไม่สมบูรณ์
สาเหตุในบางคันที่พบ เกิดจากรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่ใช้ระบบดิจิตอลในการคำนวนระดับน้ำมันในถัง ก็จะมียี่ห้อ Honda ที่มักจะเป็น เพราะว่าทาง Honda ได้พัฒนาในเรื่องการวัดระดับน้ำมันเชื้อเพลิงระบบดิจิตอล วัดจากแรงดันในถังกับระยะทางใช้งาน เอามาคำนวณเป็นระดับน้ำมันในถัง และอีกกรณี ถ้ารถติดตั้งแก๊สไม่ได้ติดตั้งตัวตัดปั้มติ๊กน้ำมัน ซึ่งจะทำให้ระบบน้ำมันไหลเวียนจากถังน้ำมันไปที่ระบบเครื่องยนต์ อาจจะทำให้น้ำมันลดลงบ้างเล็กน้อย
1. จอดรถ ดึงเบรกมือ กดสวิทซ์ไปใช้เชื้อเพลิงน้ำมัน ดับครื่องยนต์ และดึงกุญแจออก 2.ลงจากรถ พร้อมสังเกตกลิ่นรั่วของเชื้อเพลิงทั้งสองชนิด แล้วรีบเปิดฝากระโปรงท้ายรถ ปิดวาล์วมือที่หัวถังก๊าซ 3.ถ้าเชื้อเพลิงรั่ว ให้แจ้งเหตุฉุกเฉิน และห้ามสตาร์ทเครื่องยนต์อีก เพราะอาจเกิดเพลิงลุกไหม้ได้ 4.ให้สังเกตการณ์รั่วโดยพิสูจน์กลิ่นประมาณ 5 นาที 5.ถ้าไม่มีกลิ่นเชื้อเพลิงรั่ว ให้ทดลองสตาร์ทเครื่องยนต์ ซึ่งปกติจะต้องสตาร์ทเครื่องยนต์ด้วยน้ำมัน ด้วยตัวระบบแล้วทุกครั้ง เมื่อเครื่องติดสังเกตกลิ่นอีกประมาณ 3 นาที 6.ทดลองเปิดวาล์วที่ถังก๊าซ แล้วกดสวิทซ์ ใช้ระบบเชื้อเพลิงก๊าซ สังเกตกลิ่นก๊าซ อีกครั้ง ถ้าไม่มีกลิ่นผิดปกติ ก็ขับรถต่อไปได้ แต่ถ้ามีกลิ่นก๊าซ อยู่ให้ยกเลิกการใช้ระบบเชื้อเพลิงก๊าซ แล้วขับด้วยระบบน้ำมันแทน ควรนำรถเข้าศูนย์ติดตั้ง เพื่อให้ช่างผู้ชำนาญตรวจสอบระบบ อีกครั้ง
ทำตามขั้นตอนนี้ เพื่อความปลอดภัยนะครับ 1.ตั้งสติ สำรวจอาการบาดเจ็บของเรา 2.จอดรถ ดึงเบรกมือ กดสวิทซ์ไปใช้เชื้อเพลิงน้ำมัน เปิดกระจก 3.ปิดสวิทซ์ กุญแจ และดึงกุญแจออกจากสวิทซ์กุญแจ 4.ลงจากรถนำของมีค่าและถังดับเพลิง(ถ้ามี) ออกมาด้วย 5.เปิดฝากระโปรงหน้า-หลัง เพื่อสังเกตดูอาการผิดปกติ 6.ปิดวาล์วหัวถัง LPG/NGV ที่ท้ายรถแล้วเปิดฝากระโปรงท้ายทิ้งไว้ 7.หากมีกลิ่นก๊าซหรือน้ำมันเชื้อเพลิง ให้รีบออกห่างจากรถพอสังเกตเห็นได้ 8.หากเกิดเพลิงไหม้ให้รีบดับที่ต้นเพลิงทันที หรือแจ้งเหตุฉุกเฉิน 9.หากไม่พบอาการผิดปกติข้างต้นหลังเกิดอุบัติเหตุ ก่อนใช้รถระบบLPG/NGVอีก ควรนำรถของท่านเข้าศูนย์ติดตั้งLPG/NGV เพื่อเข้ารับการตรวจเช็คจากช่างผู้มีความชำนาญในระบบ LPG/NGV ก่อน
การสตาร์ทเครื่องยนต์ด้วยน้ำมันเบนซินจะทำให้เครื่องยนต์สตาร์ทติดง่ายการสึกหรอ จะน้อยกว่าการ สตาร์ทด้วยก๊าซ ส่วนการใช้น้ำมันเบนซินเลี้ยงวาล์วนั้น ยังไม่เคยมีการทำการทดสอบอย่างเป็นทางการ เป็นเพียงแต่ข้อสันนิฐาน แต่การใช้น้ำมันเบนซินให้บ่อย และนานขึ้นในช่วงก่อนออกรถและก่อนที่จะทำการดับเครื่องยนต์ ก็จะมีส่วนช่วย ให้ไอน้ำมันเบนซินเข้ามาช่วยชะล้างเขม่าหรือขี้เถ้าที่เกิดจากการสันดาปด้วยก๊าซได้ อย่างไรก็ดีทันที่มีได้มีการปรับเปลี่ยนมาใช้ก๊าซแทนน้ำมันเบนซิน ก็มีแนวคิดในเรื่องของ ความร้อนที่เกิดจากการสันดาปด้วยก๊าซที่ให้ความร้อนที่สูงกว่าน้ำมัน ดังนั้นไอน้ำมันเบนซินที่เคลือบไว้ตามส่วนต่างๆของวาล์วก็จะถูกความร้อนของก๊าซเผาไหม้ไปไนเวลาต่อมานั้นเอง จึงพิจารณาได้ว่าการเลี้ยงวาล์วด้วยน้ำมันเบนซินไม่น่าจะได้ผลดีเท่าที่ควร (ในจังหวะอัด ก่อนที่ลูกสูบจะเคลื่อนตัวขึ้นสู่จุดศูนย์ตายบนเพียงเล็กน้อย หัวเทียนจะจุดประกายเผาไหม้ส่วนผสมไอดีให้ลุกไหม้ ทำให้เกิด พลังงานแรงดันสูงประมาณ 30 ถึง 60 บาร์ และให้ ความร้อนสูงสุด 2000 ถึง 2500 องศาเซลเซียส และจะลดลงประมาณ 900 ถึง 800 องศาเซลเซียสเมื่อลูกสูบเคลื่อนตัวลงสู่จุดศูนย์ตายล่าง)
เครื่องจักรทุกชนิดที่มีการเคลื่อนที่เกิดการเสียดสี เกิดการกระแทก ก็ย่อมเกิดการสึกหรอเป็นธรรมดา แต่สำหรับเครื่องยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงก๊าซจะมีการสึกหรอมากขึ้นกว่าปกติ ก็เนื่องมาจากความร้อนที่เกิด ขึ้นมากกว่านั้นเอง ดังนั้นวิธีการแก้ปัญหาให้หมดไปนั้นจึงไม่สามารถทำได้ แต่หากจะทำให้ปัญหาดัง กล่าวลดลงไปได้บ้างก็พอจะมีวิธีแนะนำอยู่บ้างเช่น อัตราการสึกหรอของบ่าวาล์วจะลดลงได้ถ้าหากใช้ความเร็วต่ำ ไม่ขับขี่รถยนต์ในเวลาที่มีอากาศร้อนจัดเป็นระยะทางไกล โดยไม่มีการพัก มีการใช้รถอย่างต่อ เนื่องแต่ไม่ควรเกิน 1 - 2 ชั่วโมง ควรสลับมาใช้น้ำมันเบนซินในสัดส่วน 1 ต่อ 10 ของการใช้งานจริง ดูแลเรื่องระบบระบายความร้อน ระบบหล่อเย็นด้วยน้ำ และพัดลมให้อยู่ในสภาพที่ดี ไม่อุดตัน และ ควรใช้ผลิตภัณฑ์จำพวกน้ำยาหม้อน้ำควบคู่ไปด้วย ควรใช้น้ำมันเครื่องที่มีเบอร์ความหนืด (SAE) ที่สูงขึ้น ในส่วนของน้ำมันที่ใช้สำหรับเลี้ยงวาล์ว ควรเลือกใช้น้ำมันที่มีคุณสมบัติในการใช้งานโดยเฉพาะ ซึ่งผู้ผลิตได้มีการศึกษาถึงคุณสมบัติที่ใช้งานโดยเฉพาะ ก็จะแก้ปัญหาของการสึกหรอของบ่าวาล์วได้โดยตรงแล้วจะไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อเครื่องยนต์ และสิ่งแวดล้อม ไม่ควรใช้น้ำมันอื่นๆ มาทดแทนโดยปราศจากความเข้าใจในผลิตภัณฑ์นั้นๆ เพราะนอกจากจะไม่ก่อให้เกิดผลดีแล้ว ยังจะส่งผลเสียให้กับเครื่องยนต์ตามมาอีกด้วย
ดยส่วนใหญ่ผู้ใช้รถที่ติดตั้งแก๊สมักไม่ค่อยมีความรู้ในเรื่องของระบบแก๊สและการดูแล จนเป็นที่มาของการใช้รถที่ติดแก๊สแล้วมีปัญหาจนไม่อยากใช้งาน เรามาลองดูกันว่าเราควรที่จะต้องดูแลอย่างไรกับรถที่ติดตั้งแก๊สบ้าง รถติดแก๊ส 1. ตรวจเช็ครอยรั่วซึมของแก๊ส ตามข้อต่อ และจุดต่างๆ ทุกเดือน โดยใช้ฟองสบู่ หรือเครื่องตรวจวัดการรั่วของแก๊ส 2. ตรวจเช็ค และทำความสะอาดไส้กรองอากาศทุก ๆ 5,000 กิโลเมตร ซึ่งบ่อยกว่าการตรวจเช็คเมื่อใช้น้ำมันเบนซินเพียงอย่างเดียว (ปกติ 10,000 กิโลเมตร) 3. ตรวจสอบอุปกรณ์สำหรับเติมแก๊ส ถังแก๊สตรวจ น็อตที่ยึดถังแก๊สทุกเดือน 4. ควรตรวจเช็ค และตั้งบ่าวาล์วไอเสียทุกระยะ 40,000 – 60,000 กม. เพราะบ่าวาล์วไอเสียของเครื่องยนต์ที่ใช้แก๊ส NGV และแก๊ส LPG จะ มีโอกาสสึกหรอเร็วกว่า จึงควรที่จะใช้น้ำมันเบนซินสลับกับการใช้แก๊ส เพื่อให้น้ำมันเบนซิน ไปเคลือบบ่าวาล์วบ้างเพื่อให้มีอายุการใช้งานนานขึ้น 5. ห้ามดัดแปลงอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการใช้งานแก๊สที่ได้รับการติดตั้งจากศูนย์ที่ได้มาตรฐานหากมี ปัญหาให้รีบติดต่อศูนย์บริการที่ติดตั้งมาทันที 6. ห้ามเติมแก๊สเกินแรงดันที่กำหนดไว้ของถัง จะทำให้ถังเสื่อมคุณภาพเร็ว และอาจระเบิดได้ 7. เพื่อรักษาประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ ควรใช้น้ำมันสตาร์ทเครื่องยนต์ก่อนและหลังการใช้ 8. หาก เกิดการรั่วไหลของแก๊ส ให้รีบหยุดรถ และดับเครื่องยนต์โดยทันที รีบปิดวาล์วที่ถังแก๊ส และห้ามทำการใด ๆ ที่ทำให้เกิดประกายไฟ ตรวจดูว่าหากไม่มีการรั่วไหลเพิ่ม ให้เปลี่ยนระบบมาใช้น้ำมันสตาร์ทเครื่องแล้วรีบนำรถเข้าไปยังศูนย์บริการที่ติดตั้งแก๊สโดยทันที 9. หากเกิดไฟไหม้ที่ตัวรถให้รีบดับเครื่องยนต์ปิดวาล์วที่ถังแก๊สโดยทันทีถ้าทำได้ และออกห่างจากตัวรถ หรือพยายามดับไฟที่แหล่งกำเนิด 10. เพื่อรักษาประสิทธิภาพ และคุณภาพของชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบน้ำมัน ควรมีน้ำมัน ติดถังไว้อย่างน้อย 1 ส่วน 4 ถังเสมอ ๆ และเพื่อป้องกันระบบปั๊มน้ำมันเสีย 11. กรองอากาศ บาง ท่านที่ใช้รถมักจะดูแลความสะอาดของกรองอากาศเมื่อนำรถเข้าเปลี่ยนถ่ายน้ำมัน เครื่อง หากเราใช้แก๊สระบบดูดคงต้องหันมาสนใจมันมากหน่อย กล่าวคือควรที่จะทำความสะอาดทุกๆ สัปดาห์ได้จะยิ่งดีครับ ถามว่าทำไมมันต้องทำขนาดนั้น ก็เนื่องด้วยระบบดูด หากกรองอากาศมันตันเครื่องยนต์พยายามที่จะดูดอากาศเข้าไปแต่กรองอากาศมันตัน เสียแล้ว มันก็จะไปดูดแก๊สแทนก็จะทำให้ส่วนผสมระหว่างแก๊สกับอากาศผิดไป ทำให้กินแก๊สมากขึ้น และอาจทำให้เครื่องยนต์ดับได้เมื่อเราเหยียบเบรก หรือชะลอความเร็ว 12. หัวเทียน อย่าง ที่เคยอธิบายไปแล้วว่า แก๊สนั้นจะติดไฟยากกว่าน้ำมัน หากหัวเทียน เสื่อมสภาพก็จะทำให้เครื่องยนต์ของเราเดินได้ไม่เรียบเวลาเดินเบา หรืออาจเกิด Back Fire ได้ ซึ่งอันตรายมากครับ จึงแนะนำให้มีการเปลี่ยนหัวเทียนเมื่อครบอายุการใช้งานครับ และควรใช้เบอร์เดียวกับที่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์เค้ากำหนด 13. การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง หาก เราใช้น้ำมันเครื่องเกรดเดิมที่เคยใช้อยู่ ก็ลดระยะทางในการเปลี่ยนถ่ายลงสักหน่อยคือเปลี่ยนถ่ายให้เร็วขึ้นนะครับ เช่น เมื่อก่อนเคยเปลี่ยนถ่ายทุก 5,000 กม. ก็ลดลงมาให้เหลือสัก 4,000 กม. ถามว่าทำไม ก็อย่างที่เคยอธิบายเอาไว้นะครับว่า เครื่องยนต์ที่เผาไหม้แสจะเกิด กรด มากกว่าการเผาไหม้ด้วยน้ำมัน ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการสะสมและเกิดการเสียหายกับเครื่องยนต์ของ เราก็ควรจะทำอย่างที่ผมแนะนำ แต่หากเราใช้น้ำมันเครื่องที่มีเกรด และคุณสมบัติดีกว่าเดิม ก็เปลี่ยนถ่ายตามระยะปกติที่เคยทำนะครับ 14. ระบบน้ำหล่อเย็น ควร ที่จะต้องตรวจดูให้บ่อยขึ้น เนื่องด้วยอาจมีการรั่วตามจุดที่เราติดตั้งอุปกรณ์แก๊สขึ้นมาได้ และที่สำคัญความร้อนจากการเผาไหม้แก๊สจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นจากเดินเล็กน้อย แต่ก็จะทำให้น้ำระเหยได้เร็วขึ้นด้วยครับ 15. การรั่วของระบบแก๊ส อัน นี้ถ้าทำได้บ่อยก็จะดีมาก เราอย่าไว้ว่างใจว่าเราติดตั้งกับร้านที่ดีแล้วมันจะไม่เกิดการเสียหาย ทุกอย่างมีการสึกหรอและชำรุดได้อยู่แล้วดังนั้นทุกๆ 3 เดือน ควรมีการตรวจเช็คระบบแก๊สกันสักครั้งครับ 16. ปรับจูนการทำงานของหม้อต้ม เพื่อให้ประสิทธิภาพการทำงานเป็นไปอย่างดีอยู่เสมอควรมีการปรับจูนระบบการการแก๊สอย่างน้อย 3 เดือน ครั้งครับ หากทำได้รับรองเลยว่าเราจะใช้งานได้สะดวกและปลอดภัย 17. เช็คระบบควบคุมการทำงานของระบบแก๊ส ชุด นี้จะไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่หากเราไม่ไปซนกับมันมาก กล่าวคือเมื่อเราเปิดเป็นระบบออโต้ ไว้ก็ไม่ควรที่จะไปปรับแล้ว เพราะมันจะทำให้สวิทซ์ควบคุมชำรุดได้เร็วขึ้น เมื่อรู้เช่นนี้ก็อย่าไปกดมันเล่นเลยนะครับ
หลักจากใช้งานมาอย่างหนักในระยะ 20,000 กิโลต้องตรวจเช็คทุกอย่างของระบบ 1.เช็คท่อยางว่ามีการเสื่อมสภาพจากความร้อนและเย็นหรือไม่ 2.เช็คแรงดันของหม้อต้ม ยังคงทำงานที่ค่าเดิมที่ตั้งไว้ตอนติดตั้งหรือไม่ 3.เช็คค่าต่างๆในระบบว่าปกติหรือไม่ 4.เช็ครอบรั่วต่างๆ รอบคันรถว่าไม่มีรุ่วซึม ตรงไหน 5.เช็คการทำงานของระบบไฟฟ้า การเช็คแม้จะต้องเสียเวลา 1-2 ชม (ในกานั่งรอ) แต่ที่สำคัญ เพิ่มความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของท่านได้เป็นอย่างดี
ปกติเราจะพยายามให้ลูกค้าใช้น้ำมันในการเดินทางอยู่ที่ 5-10%ของ ระยะทางที่เราเดินทางต่อวัน เพื่อให้ระบบน้ำมันมีการใช้งานและตื่นตัวอยู่เสมอครับ หรืออย่างน้อยที่สุดคงสตารทเครื่องด้วยระบบน้ำมัน วอร์มเครื่องยนต์ก่อนใช้ อย่ารีบเร่งให้น้ำร้อนและตัดเข้าแก๊สทันที เพียงแค่นี้ก็ทำให้รถติดแก๊สของคุณสามารถใช้งานได้อย่างปกติทั้ง 2 ระบบล่ะครับ
ควรจะเติมน้ำมันไว้ที่ ครึ่งถัง เพราะอะไรหรอครับเติมไว้เพื่อที่จะระบายความร้อนของปั้มติ๊กภายในถังเติมเพื่อให้น้ำมันมีการหมุนเวียนไม่เกิดการอุดตันและให้ระบบทำงานได้อย่างปกติ เพราะในขณะที่เราใช้แก๊สอยู่นั้น ระบบน้ำมันก็รอสแตนบายในกรณีที่แก๊สหมดหรือระบบมีปัญหาจะตัดเข้าสู่ระบบน้ำมันทันทีครับ